หน้าแรก ผัก ผลไม้ ถั่วพู 15 สรรพคุณและประโยชน์ของถั่วพู

ถั่วพู 15 สรรพคุณและประโยชน์ของถั่วพู

1692
0
แบ่งปัน

สรรพคุณของถั่วพู

 

 

1 ฝักอ่อนถั่วพูช่วยบำรุงร่างกาย (ฝักอ่อน) หรือจะใช้เมล็ดแก่ตากแห้งนำมาบดให้เป็นผง นำมาละลายกับน้ำครั้งละ 5-6 กรัม ใช้รับประทานก่อนอาหารวันละ 3 เวลา (เมล็ด) ส่วนหัวก็ช่วยบำรุงร่างกายด้วยเช่นกัน (หัว)

 

2 หัวใต้ดินนำมาเผาหรือนึ่งกินช่วยบำรุงกำลัง หรือจะใช้รากถั่วพูใช้ผสมกับสมุนไพรและน้ำดอกไม้ใช้เป็นยาชูกำลังก็ได้เช่นกัน (หัว, ราก)และอีกตำราบอกว่าให้ใช้เมล็ดแก่นำมาต้มให้สุกแล้วรับประทาน หรือจะนำเมล็ดที่ต้มสุกแล้วมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำสุก ใช้ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 เวลาก็จะช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง เพิ่มกำลังวังชาได้เช่นกัน

 

3 หัวถั่วพู เมื่อนำมาตากแห้งแล้วคั่วให้เหลือง ใช้ชงกับน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียได้ ส่วนฝักอ่อนก็ช่วยได้เช่นกัน (หัว, ฝักอ่อน)

 

4 ถั่วพูอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ ซี อี และยังเป็นผักที่มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายและทำให้ร่างกายแข็งแรง (ฝัก)[

 

5หัวมีรสชุ่มเย็น ช่วยทำให้ดวงจิตชุ่มชื่น (หัว)การรับประทานถั่วพูเป็นประจำจะช่วยบำรุงกระดูกและฟันได้เป็นอย่างดี เพราะถั่วพูมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง (ฝัก)

 

 

 

6 รากใช้ประกอบสมุนไพรและน้ำดอกไม้ ใช้เป็นยาแก้โรคหัวใจ (ราก)

 

7 หัวถั่วพูช่วยแก้ไข้กาฬ (หัว)

 

8 ช่วยแก้อาการตัวร้อน ลดไข้ในเด็กทารก (ฝักอ่อน)

 

9 ใบถั่วพูช่วยแก้อาการอาเจียน (ใบ)

 

10หัวช่วยแก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ (หัว)

 

 

 

11 ถั่วพูเป็นผักที่มีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยระบบขับถ่ายให้ทำงานอย่างเป็นปกติ

 

12 ช่วยป้องกันอาการท้องผูก (ฝัก)

 

13 ช่วยแก้อาการปวดมวนท้อง (ราก)

 

14 ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย (ฝักอ่อน)

 

15 รากถั่วพูช่วยแก้โรคลมพิษกำเริบ ทำให้คลั่งเพ้อ (ราก)

 

16 รากใช้ปรุงเป็นยาโรคเพื่อวาโยธาตุกำเริบ ใช้รักษาดีพลุ่งพล่าน ให้คลั่งเพ้อ อาการปวดมวนท้อง กระทำให้ตาแดง ซึ่งในตำรับยาประกอบไปด้วย รากถั่วพู, พริกไทย, จันทร์ทั้งสอง, กฤษณาเสมอภาค, น้ำกระทือ, น้ำมะนาว, น้ำอ้อย, และคุลีการละลาย (ราก)

 

 

 

 

 

ประโยชน์ของถั่วพู

 

ถั่วพูเป็นยอดอาหารเหนือชั้นที่มีความเหนือกว่าพี่น้องตระกูลถั่วทั้งหลาย มีประโยชน์มาก และยังเป็นพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถนำมารับประทานได้แทบทุกส่วนของต้น

 

ถั่วพูเป็นพืชที่มีสารขัดขวางต่ำ จึงช่วยทำให้การดูดซึมของแคลเซียมเป็นไปได้ด้วยดี เมื่อรับประทานถั่วพูแล้วร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้ถึง 39.1-51.9% เลยทีเดียว

 

การรับประทานถั่วพูอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง สามารถช่วยป้องกันและลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม และยังส่งผลดีต่อฮอร์โมนเพศหญิงอีกด้วย เพราะพืชตระกูลถั่วที่กินได้ทั้งฝักทั้งหลายจะมีสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส

 

การรับประทานถั่วทั้งชนิดแห้งและสด เช่น ถั่วพู นอกจากจะได้เส้นใยอาหารมากแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

 

ปัจจุบันนิยมปลูกถั่วพูไว้ตามริมรั้วหรือในสวนหลังบ้าน หรือปลูกตามหัวไร่ปลายนาเพื่อใช้เป็นผักสวนครัว โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นอาหารได้แก่ ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน ฝักอ่อน รสมัน (ใช้กินเป็นผัก) และหัวใต้ดิน (ใช้กินเป็นอาหารแห้ง)

 

คนไทยทั่วไปนิยมใช้ฝักอ่อนเป็นผักสดจิ้มรับประทานกับน้ำพริก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับน้ำพริกปลาร้า หรือนำไปปรุงอาหาร เช่น ผัดกับน้ำมันหอย แกงเผ็ด ลวกราดน้ำกะทิ หรือทำเป็นยำถั่วพู นำมาหั่นเป็นเครื่องเคียงขนมจีน ใช้ผสมในทอดมันเช่นเดียวกับถั่วฝักยาว ส่วนทางภาคใต้ก็นิยมกินยอดอ่อน ฝักอ่อน และดอกอ่อนเป็นผักสด หรือนำไปต้ม นำไปผัด ใส่แกงส้ม ทำแกงไตปลาก็ได้ ส่วนชาวญี่ปุ่นก็ใช้ฝักอ่อนนำมาทอดเป็นเทมปุระ และในอินเดียและศรีลังกาก็นิยมนำฝักอ่อนมาดองไว้รับประทาน นอกจากนี้ยังใช้ปรุงกับอาหารและเครื่องเทศรสจัดได้ทุกชนิ

 

ในบ้านเรามีการบริโภคหัวถั่วพู ด้วยการนำมาต้มกินคล้ายกับหัวมัน โดยหัวใต้ดินของถั่วพูนี้จะมีประมาณของโปรตีนสูงถึงร้อยละ 20-30 เลยทีเดียว จึงมีการนำหัวมาแปรรูปเป็นแป้งสำหรับใช้ประกอบอาหาร หรือนำไปเชื่อมเป็นขนมหวาน หรือจะฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วนำมาทอดกรอบเหมือนมันฝรั่งก็ได้ แถมยังเป็นอาหารขบเคี้ยวที่มีโปรตีนสูงอีกด้วย

 

เมล็ดแก่มีน้ำมันอยู่ร้อยละ 16-18 สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันพืชสำหรับใช้ปรุงอาหารได้ และยังมีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ ด้วย โดยในน้ำมันถั่วพูจะมีกรดโอเลอิก 39%, กรดไลโนเลอิก 27%, กรดบีเฮนิก, และกรดพารินาริก ซึ่งไม่ทำให้เกิดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด นอกจากนี้ในน้ำมันถั่วพูยังมีสารโทโคฟีรอลในปริมาณที่สูงมากอีกด้วย โดยเป็นสารที่ทำให้น้ำมันมีรสหวานและอยู่ตัว มีประโยชน์ในเรื่องการต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี

 

 

 

มีการนำถั่วพูมาใช้ในการรักษาสิวและโรคผิวหนังบางชนิด

ถั่วพูสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี เหมาะแก่การปลูกเป็นแปลงใหญ่ ๆ แล้วปล่อยให้สัตว์กินแทนหญ้าเลี้ยงสัตว์ทั่วไป โดยเฉพาะสัตว์เคี้ยวเอื้อง และยังได้คุณค่าอาหารมากกว่าหญ้านัก จึงช่วยทำให้สัตว์เลี้ยงเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี แถมยังเป็นพืชที่ปลูกง่ายและเจริญเติบโตได้ในดินเสื่อมโทรม

 

ถั่วพูเป็นพืชบำรุงดินได้ดี เพราะปมรากเป็นที่อาศัยของเชื้อไรโซเบียมที่มีคุณสมบัติในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ดังนั้นการปลูกถั่วพูจึงเป็นการเพิ่มไนโตรเจนให้แก่ดินและเมื่อไถกลบต้นถั่วพูหลังการเก็บเกี่ยวไปแล้วยังกลายเป็นปุ๋ยพืชที่ดินต้องการอีกด้วย

 

 

 

คุณค่าทางโภชนาการของฝักอ่อน ต่อ 100 กรัม

ประกอบไปด้วย วิตามินเอ 567 หน่วยสากล, วิตามินซี 21 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 33 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 3.7 มิลลิกรัมส่วนปริมาณโปรตีนในแต่ละส่วนของต้นถั่วพู ในส่วนของฝักจะมีโปรตีน 1.9-3%, ใบถั่วพู 5.7%, ดอกถั่วพู 5.6%, หัว 10.9%, และเมล็ดแก่ 29.8-37.4% สำหรับเมล็ดแก่จะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากเทียบเคียงกับถั่วเหลือง และในเมล็ดแก่จะประกอบด้วยน้ำมัน 15-18.3% ซึ่งประกอบไปด้วย กรด

 

ไขมันไม่อิ่มตัว แอลฟาโทโคฟีรอล เบต้าโทโคฟีรอล ในปริมาณที่สูง[1]

ส่วนข้อมูลอีกที่ระบุไว้ว่าคุณค่าทางโภชนาการของฝักต่อ 100 กรัม ประกอบไปด้วย พลังงาน 19 กิโลแคลอรี, คาร์โบไฮเดรต 2.4 กรัม, ไขมัน 0.1 กรัม, เส้นใย 1.2 กรัม, โปรตีน 2.1 กรัม, น้ำ 93.8 กรัม, วิตามินบี 1 0.35 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.14 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 0.8 มิลลิกรัม, วิตามินซี 32 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 5 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 0.5 มิลลิกรัม, และธาตุฟอสฟอรัส 43 มิลลิกรัม[5]

 

 

 

คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดแก่ถั่วพู ต่อ 100 กรัม

พลังงาน 409 กิโลแคลอรี

คาร์โบไฮเดรต 41.7 กรัม

เส้นใย 25.9 กรัม

ไขมัน 16.3 กรัม

ไขมันอิ่มตัว 2.3 กรัม

 

 

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 6 กรัม

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 4.3 กรัม

โปรตีน 29.65 กรัม

น้ำ 8.34 กรัม

วิตามินบี 1 1.03 มิลลิกรัม 90%

วิตามินบี 2 0.45 มิลลิกรัม 38%

วิตามินบี 3 3.09 มิลลิกรัม 21%

 

 

วิตามินบี 5 0.795 มิลลิกรัม 16%

วิตามินบี 6 0.175 มิลลิกรัม 13%

 

 

วิตามินบี 9 45 ไมโครกรัม 11%

ธาตุแคลเซียม 440 มิลลิกรัม 44%

ธาตุเหล็ก 13.44 มิลลิกรัม 103%

ธาตุแมกนีเซียม 179 มิลลิกรัม 50%

ธาตุแมงกานีส 3.721 มิลลิกรัม 177%

ธาตุฟอสฟอรัส 451 มิลลิกรัม 64%

 

 

ธาตุโพแทสเซียม 977 มิลลิกรัม 21%

ธาตุโซเดียม 38 มิลลิกรัม 21%

ธาตุสังกะสี 4.48 มิลลิกรัม 47%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

 

 

 

คุณค่าทางโภชนาการของใบอ่อนถั่วพูต่อ 100 กรัม

 

พลังงาน 74 กิโลแคลอรี 4.9%

คาร์โบไฮเดรต 14.1 กรัม 4.8%

ไขมันไม่อิ่มตัว 0.272 กรัม 1.2%

ไลปิดทั้งหมด 1.1 กรัม 1.8%

โปรตีน 5.85 กรัม 9.8%

น้ำ 76.85 กรัม

วิตามินเอ 8,090 หน่วยสากล 161.8%

วิตามินบี 1 0.833 มิลลิกรัม 55.5%

วิตามินบี 2 0.602 มิลลิกรัม 35.4%

 

 

วิตามินบี 3 3.472 มิลลิกรัม 17.3%

วิตามินบี 5 0.136 มิลลิกรัม 1.3%

วิตามินบี 6 0.232 มิลลิกรัม 11.6%

วิตามินซี 45 มิลลิกรัม 75%

ธาตุแคลเซียม 224 มิลลิกรัม 22.4%

ธาตุเหล็ก 4 มิลลิกรัม 40%

ธาตุแมกนีเซียม 8 มิลลิกรัม 2%

ธาตุแมงกานีส 1.367 มิลลิกรัม 68.3%

ธาตุฟอสฟอรัส 63 มิลลิกรัม 6.5%

 

 

ธาตุโพแทสเซียม 176 ไมโครกรัม 4.4%

ธาตุทองแดง 0.456 ไมโครกรัม

ธาตุซีลีเนียม 0.9 ไมโครกรัม 1.3%

ธาตุโซเดียม 9 มิลลิกรัม 0.3%

ธาตุสังกะสี 1.28 มิลลิกรัม 8.5%

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลจาก : มูลนิธิหมอชาวบ้าน นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 350.

เอกสารอ้างอิง

สถาบันวิจัยและพัฒนา กำแพงแสน มหาวิทยาเกษตรศาสตร์.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.rdi.kps.ku.ac.th.  [17 ต.ค. 2013].

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: en.wikipedia.org/wiki/Winged_bean.  [17 ต.ค. 2013].

มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 350.  คอลัมน์: บทความพิเศษ.  รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ.,  นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 219.  “ถั่วพู ถั่วพื้นบ้านที่โลกกำลังจับตามอง“.   คอลัมน์: ต้นไม้ใบหญ้า.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th.  [17 ต.ค. 2013].

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  กรีนไฮเปอร์มาร์ท สารานุกรมผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากพืชในซุปเปอร์มาร์เก็ต ฉบับคอมพิวเตอร์.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.sc.mahidol.ac.th.  [17 ต.ค. 2013].

กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย.  [ออนไลน์].  “สรรพคุณและประโยชน์ของถั่วพู“.  เข้าถึงได้จาก: www.dol.go.th.  [17 ต.ค. 2013].

สมุนไพรดอตคอม.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.samunpri.com.  [17 ต.ค. 2013].

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaihealth.or.th.  [17 ต.ค. 2013].

แหล่งข้อมูลจาก เว็บไซต์เมดไทย (MedThai)