หน้าแรก สุขภาพ ดื่มหนักไม่พักตับ พึงระวัง!!.. โรคตับแข็ง โรคร้ายทำลายชีวิต

ดื่มหนักไม่พักตับ พึงระวัง!!.. โรคตับแข็ง โรคร้ายทำลายชีวิต

612
0
แบ่งปัน

ดื่มหนัก ไม่พักตับ พึงระวัง!!.. ตับแข็ง โรคร้ายทำลายชีวิต

 

 

ตับแข็ง เป็นโรคที่เป็นผลมาจากเนื้อเยื่อตับถูกทำลายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจากหลายสาเหตุ จนเกิดแผลเป็นและพังผืดขึ้น ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ และอาจหยุดการทำงานลงจนนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Liver Failure)

 

 

 

 

 

ตับเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการทำงานในร่างกาย เช่น กรองสารอาหารที่สำคัญกลับเข้าสู่กระแสเลือดและกรองของเสียออกนอกร่างกาย ผลิตโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือด ขนส่งออกซิเจน หรือเป็นส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน ผลิตน้ำดีที่เป็นสารสำคัญในการช่วยย่อยไขมัน เป็นแหล่งสะสมน้ำตาลสำหรับใช้เป็นพลังงานสำรองของร่างกายในรูปของไกลโคเจน

 

 

 

แต่เมื่อการทำงานของตับลดลงจะทำให้เกิดความผิดปกติอื่น ๆ ตามมา

 

 

 

อาการของโรคตับแข็ง

 

โรคตับแข็งไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง โดยส่วนมากในช่วงแรกของการเกิดโรคแทบไม่พบอาการหรือแสดงอาการน้อยมาก ผู้ป่วยจึงไม่ทราบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แต่เมื่อตับถูกทำลายมากขึ้นจึงพบอาการที่ผิดปกติได้ดังต่อไปนี้

 

•ตัวเหลืองและตาเหลือง (ดีซ่าน)

 

•อาการบวมตามอวัยวะต่าง ๆ เนื่องจากการสะสมของน้ำ เช่น ขาบวม ท้องมาน ข้อเท้าบวม

 

•ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด

 

•คลื่นไส้

 

•เกิดเส้นเลือดฝอยมากผิดปกติตามตัว และฝ่ามือ

 

•เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

 

•มีเลือดออกได้ง่าย

 

•เกิดรอยช้ำหรือห้อเลือดได้ง่าย

 

•คันตามผิวหนัง

 

•ลูกอัณฑะฝ่อและเล็กลง หรือหน้าอกขยายใหญ่ขึ้นในผู้ชาย

 

•มีอาการทางสมองหรือสมองเสื่อม (Hepatic Encephalopathy) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสับสน เซื่องซึม และพูดไม่ชัด

 

หากผู้ป่วยพบความผิดปกติของร่างกายจากอาการข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุความผิดปกติของร่างกายที่พบ บางอาการอาจเป็นสัญญาณของโรคตับแข็งที่ทำให้การรักษาทำได้ง่ายขึ้นเมื่อตรวจพบในครั้งแรก ๆ แต่บางอาการก็อาจเป็นสัญญาณของโรคอื่น

 

 

 

 

 

สาเหตุของโรคตับแข็ง

 

โรคตับแข็งสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่ส่งผลต่อการทำงานของตับและนำไปสู่การเกิดโรคตับแข็งมากที่สุดมักมาจาก 3 สาเหตุ ดังนี้

 

•การดื่มสุราที่มากเกินไปติดต่อกันนานหลายปี

 

•ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ เช่น ภาวะไขมันพอกตับที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน

 

•โรคเรื้อรังจากการติดเชื้อของตับ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบ บี และโรคไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis B และ C) ที่พบได้บ่อย

 

 

 

 

 

ส่วนสาเหตุรองที่อาจนำไปสู่โรคตับแข็งได้ เช่น

 

•การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวติดต่อกันหลายครั้งจนทำให้น้ำไหลเข้าตับ

 

•โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคซีสติกไฟโบรซีส หรือโรคหลอดลมพอง (Cystic Fibrosis) โรคพันธุกรรมเมตาบอลิกที่ไม่สามารถสะสมไกลโคลเจนไว้เป็นพลังงานในร่างกายได้ (Glycogen Storage Diseases) ถุงลมโป่งพองจากการขาดอัลฟ่า-1 (Alpha-1 Antitrypsin Deficiency)

 

•โรคอื่น ๆ เช่น โรควิลสัน (Wilson’s Disease) ที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของตับที่มีการสะสมทองแดงมากเกินไป ภาวะเหล็กเกินหรือฮีโมโครมาโตซิส (Hemochromatosis)

 

•โรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะท่อน้ำดีอุดตัน เช่น โรคบิลิอารีอะทรีเซีย (Biliary Atresia) ในทารกแรกเกิดที่ไม่มีท่อน้ำดีมาแต่กำเนิด โรคตับแข็งที่ไม่ทราบสาเหตุ (Primary Biliary Cirrhosis: PBC) ในผู้ใหญ่

 

•การรับประทานยาหรือสมุนไพรบางชนิดเป็นเวลานาน การได้รับสารพิษ การติดเชื้อปรสิต

 

การวินิจฉัยโรคตับแข็ง

 

โดยทั่วไปโรคตับแข็งในระยะแรกอาจไม่พบอาการผิดปกติของร่างกาย แต่บางรายอาจมีการตรวจพบโรคตับแข็งในหว่างการตรวจสุขภาพประจำปี แพทย์จะมีการตรวจเบื้องต้นด้วยการสอบถามประวัติทางการแพทย์ อาการผิดปกติที่พบ พฤติกรรมการดื่มสุรา และการตรวจร่างกายทั่วไปโดยการคลำดูขนาดและตำแหน่งของตับ เพื่อประเมินให้มีการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น

 

 

 

– การตรวจสแกนตับ เป็นการถ่ายภาพของตับด้วยการเอกซเรย์ เพื่อดูสภาพของเนื้อเยื่อว่าเกิดพังผืดหรือรอยแผลขึ้นหรือไม่ เช่น อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีที สแกน (CT Scan) การตรวจตับและม้ามด้วยรังสี (Radioisotope Liver/Spleen Scan) หรือไฟโบร สแกน (Fibro Scan)

 

 

– การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ เป็นการนำตัวอย่างชิ้นเนื้อบางส่วนของเนื้อเยื่อตับที่ได้จากผู้ป่วยไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อช่วยยืนยันผลการวินิจฉัยของแพทย์และช่วยหาสาเหตุของโรคได้

 

– การตรวจเลือด เป็นการตรวจสารเคมีในเลือดเพื่อวัดประสิทธิภาพในการทำงานและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตับ โดยอาจมีการทดสอบดูในหลายส่วน เช่น ตรวจดูการแข็งตัวของเลือด ตรวจการทำงานของตับโดยดูค่าสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ที่เกิดจากการแตกตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือเอนไซม์บางชนิด ไปจนถึงการทดสอบหาโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ด้วยการวัดเอนไซม์ 2 ตัว คือ SGOT (AST) และ SGPT(ALT) ซึ่งค่าที่ตรวจถ้าสูงกว่ามาตรฐานอาจบ่งบอกว่าเกิดการอักเสบของตับ เนื่องมาจากโรคไวรัสตับอักเสบหรือตับอักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ รวมไปถึงตรวจการทำงานของไตจากการดูค่าครีเอตินิน (Creatinine) ซึ่งช่วยวัดค่าการทำงานของไตว่าอยู่ในระดับไหน หากมีระดับที่ลดลงอาจหมายถึงเริ่มมีอาการของโรคตับแข็งระยะสุดท้าย (Decompensated Cirrhosis)

 

 

– การผ่าตัดผ่านกล้อง ในบางกรณีอาจต้องใช้การผ่าตัดส่องกล้องบริเวณช่องท้อง เพื่อให้เห็นตับทั้งหมดได้ชัดเจนมากขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

การรักษาโรคตับแข็ง

 

โรคตับแข็งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เป็นการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลง และลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ทั้งนี้ วิธีการรักษาจะต้องดูตามสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเป็นหลัก ในรายที่เป็นโรคในระยะที่รุนแรงแล้ว อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ในบางรายอาจเป็นการควบคุมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น

 

 

– หยุดการดื่มแอลกอฮอล์ หากผู้ป่วยโรคตับแข็งที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท เพื่อไม่ให้เป็นปัจจัยไปกระตุ้นให้พัฒนามากยิ่งขึ้น แพทย์อาจมีการแนะนำให้เข้าร่วมโปรแกรมบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสุราในบางราย หากไม่สามารถลดการดื่มแอลกอฮอล์ลงได้

 

– ลดน้ำหนัก ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันเกาะตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการดื่มสุรา ควรมีการลดน้ำหนักลง เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

 

– รับประทานยาเพื่อช่วยควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบ แพทย์จะมีการจ่ายยาประเภทสเตียรอยด์หรือยาต้านไวรัส เพื่อช่วยไม่ให้เซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้น และลดจำนวนไวรัสลง

 

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีอาการของโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุเฉพาะเจาะจง แต่อาจเป็นอาการผิดปกติจากภาวะแทรกซ้อนของโรค แพทย์จะใช้ยาในการควบคุมอาการของโรคควบคู่กับการเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ภาวะการบวมน้ำ (Edema) ตามอวัยวะต่าง ๆ โดยให้รับประทานยาขับปัสสาวะ (Diuretics) เพื่อช่วยขับน้ำออกจากร่างกายและเลี่ยงการรับประทานเกลือที่มากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการบวมน้ำมากขึ้น หรือการรักษาภาวะเหล็กเกินด้วยการใช้ยาขับธาตุเหล็ก

 

 

 

 

 

หากผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งขั้นรุงแรงจนทำให้ไตทำงานได้น้อยลงมาก อันส่งผลให้เกิดโรคหรืออาการรุนแรง เช่น ตัวเหลือง ท้องมานรุนแรง มะเร็งตับ อาจจำเป็นต้องมีการปลูกถ่ายตับใหม่ที่ได้จากผู้บริจาคตับ และยังทำได้เฉพาะในคนที่แข็งแรงเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง

 

โรคตับแข็งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้เมื่อโรคมีการพัฒนารุนแรงมากขึ้น เช่น

 

– มีอาการทางสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy) มักเกิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากตับทำงานลดลงจนไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากลำไส้เล็กได้ จึงซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือดจนส่งผลให้ผู้ป่วยอาจมีอาการสับสน ซึม มึนงง พูดไม่ชัด

 

– อาการร้ายแรงอื่น ๆ เช่น ภาวะไตล้มเหลว ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง โรคเบาหวาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ภาวะเลือดออกอย่างรุนแรง สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ เต้านมขยายในผู้ชาย เข้าสู่วัยทองเร็วกว่าปกติ และอาจทำให้เสียชีวิตจากภาวะตับวายได้

 

–  ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร (Variceal Bleeding) เนื่องมาจากความดันในหลอดเลือดดำที่ไหลผ่านตับมีเพิ่มมากขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง จึงอาจเกิดการอุดตันจนเส้นเลือดโป่งพองขึ้นได้ง่าย มีความเปราะ และเสี่ยงต่อการแตกจนทำให้มีเลือดออกอย่างรุนแรงในกระเพาะอาหารส่วนบนหรือหลอดอาหารได้

 

– การบวมน้ำและท้องมาน (Edema & Ascites) เป็นภาวะที่มีการคั่งของน้ำและเกลือตามช่องว่างของเซลล์ต่าง ๆ จนทำให้ขาบวม หรืออาการท้องโต

 

 

 

 

 

 

 

การป้องกันโรคตับแข็ง

 

โรคตับแข็งป้องกันได้โดยลดโอกาสของการพัฒนาโรคด้วยการเลี่ยงปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดโรคให้มากที่สุด โดยเฉพาะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ รวมไปถึงการดูแลสุขอนามัยพื้นฐานตามคำแนะนำต่อไปนี้

 

หลีกเลี่ยงหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นปัจจัยหลักของการเกิดโรค โดยไม่ควรดื่มเกิน 14 หน่วยมาตรฐานต่อสัปดาห์ และควรกระจายปริมาณการดื่มไม่ให้มากเกินไปในแต่ละวัน

 

 

 

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดโอกาสของการเกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้นจนนำไปสู่โรคได้

 

 

 

ควรระมัดระวังในการใช้สมุนไพรหรือเห็ดบางชนิด เพราะอาจส่งผลอันตรายต่อตับได้

 

 

 

หลีกเลี่ยงหรืองดการกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนของพยาธิใบไม้ในตับที่อาจเป็นสาเหตุของโรคตับตามมาได้

 

 

 

ฉีควัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี (ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ซี)

 

 

 

สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี

 

 

 

ควรมีการป้องกันตนเองก่อนการใช้หรือสัมผัสกับสารเคมีต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลที่มาจาก pabpad.com

ภาพประกอบจากอินเตอร๋เน็ต