หน้าแรก กระแสสังคม ทำไงได้ เกิดแบบนี้ก็ต้องทำแบบนี้ ชีวิตคนเราไม่สามารถเลือกเกิดได้

ทำไงได้ เกิดแบบนี้ก็ต้องทำแบบนี้ ชีวิตคนเราไม่สามารถเลือกเกิดได้

625
0
แบ่งปัน

ทำไงได้ เกิดแบบนี้ก็ต้องทำแบบนี้ ชีวิตคนเราไม่สามารถเลือกเกิดได้

 

 

 

 

 

 

ภพภูมิมีอยู่หลากหลายพิสดารมาก

พระพุทธเจ้าจำแนกภพภูมิคร่าวๆ

เพื่อกล่าวถึงความน่าอยู่น่าหนี…

ของสภาพต่างๆไว้ ๕ จำพวก

ล่างสุด นรก มีความแผดเผาตลอด

ถัดมา เดรัจฉาน มีแต่ความเน่าเหม็น

ถัดมา เปรต ลุ่มๆดอนๆ เอาแน่นอนไม่ได้

ถัดมา มนุษย์ สบายมากกว่าลำบาก

บนสุด เทพ มีความร่มเย็นเป็นสุขเรื่อยไป

 

 

 

 

พูดง่ายๆ นรก เดรัจฉาน เปรต

มีไว้ลงโทษให้เป็นทุกข์

อยู่ในสภาพทุกข์อย่างไรก็ต้องทุกข์ประมาณนั้น

ส่วนชั้นเทพ มีไว้ตกรางวัลให้เป็นสุข

อยู่ในสภาพสุขอย่างไรก็เสวยสุขจากต้นจนจบ

ทั้งภพล่างและภพบน เลือกพัฒนาตัวเองไม่ได้

เปลี่ยนแปลงตัวเองไปจากจุดกำเนิดไม่ได้มาก

เปรียบเหมือนเข้ามาอยู่บนขบวนรถไฟแล้ว

ใครได้ขบวนที่บังคับให้ยืนเบียดเสียดห้อยโหน

ใครได้ขบวนที่มีห้องนอนส่วนตัวให้โอ่โถง

ก็ได้อยู่กับความเป็นเช่นนั้นไป

จนกว่าจะถึงสถานีปลายทาง

เลือกเปลี่ยนขบวนกลางทางไม่ได้

เกิดแบบสัตว์ก็ต้องตายแบบสัตว์

เกิดแบบเทพก็ต้องตายแบบเทพ เป็นต้น

 

 

 

 

จะมีก็แต่เพียงภาวะความเป็นมนุษย์

ที่เปรียบเหมือนเข้ามาอยู่ที่สถานีรถไฟ

มีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะขึ้นขบวนรถไฟไหนต่อ

ขบวนแห่งความอึดอัด หรือขบวนแห่งความสบาย

พลิกชีวิตจากหลังมือเป็นหน้ามือกันได้ เช่น

เกิดกับโจร มีสิทธิ์เลือกตายอย่างพระ

เกิดอย่างราชา มีสิทธิ์เลือกตายอย่างยาจก เป็นต้น

 

 

 

 

เรื่องน่าเห็นใจที่สุดมีอยู่ประการเดียว คือ

ธรรมชาติอนุญาตให้รู้ตัวว่า

มาสู่ความเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร

ก็ต่อเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

และมักให้จำได้ ก็ต่อเมื่อตกรางวัล หรือลงโทษ

เช่น แม้แต่หมาที่เพิ่งมาจากความเป็นมนุษย์หยกๆ

ก็ยังอาจรู้สึกนึกคิดคล้ายมนุษย์ ฟังภาษามนุษย์ออก

แถมจำความไม่ดีไม่งามในครั้งเป็นมนุษย์ได้ด้วย

หรือถ้าเกิดในละแวกเดิมที่เคยอยู่อาศัย

ก็จำได้ด้วยซ้ำว่า

ตัวเองเคยมีสมบัติอะไร หรือญาติมิตรเป็นใครบ้าง

ดังเช่นที่เคยมีเรื่องเล่าว่า สมัยพุทธกาล

เศรษฐีตายไปเป็นหมา ลูกหลานเชื่อว่าใช่

เพราะชี้ถูกว่าเคยแอบฝังสมบัติไว้ตรงไหน เป็นต้น

 

 

 

 

แต่ทว่า ธรรมชาติเล่นตลก

กำเนิดแบบมนุษย์ทำได้สารพัด เลือกได้สารพัน

กลับปิดหูปิดตา

ไม่ยอมให้จำได้ว่าเคยทำอะไรจึงได้เข้าท้องมนุษย์

ไม่ยอมให้รู้ว่าทำอย่างไร คือการตีตั๋วไปสบาย

ไม่ยอมให้รู้ว่าทำอย่างไร คือการตีตั๋วไปลำบาก

 

 

 

 

ธรรมดาโลก

เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ที่ถูกบีบคั้นให้น้อยใจชะตา

ก็มักเกิดความคิดว่า ช่วยไม่ได้! เกิดแบบนี้

ต้องทำอย่างนี้แหละ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่า

ความคิดชนิดนั้นเอง คือการตีตั๋วไปลำบากต่อ

 

 

 

 

แล้วก็ธรรมดาโลกเช่นกัน

มนุษย์ที่ถูกเปิดทางให้เหลิงหลง

มัวเมาในความมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่

ก็เกิดความคิดว่า เอาเถอะ! เกิดทั้งที

ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม เต็มที่กับมันให้อิ่ม

ฟาดอะไรได้ก็ฟาด ใครเดือดร้อนก็ช่างแม่ง

โดยไม่เอะใจแม้แต่น้อยว่า

ความคิดพรรค์นั้นเอง

คือการเปลี่ยนทางไปลำบากแล้ว

 

 

 

 

มนุษย์คนหนึ่ง จะมีชีวิตได้คุ้มความเป็นมนุษย์

ก็เมื่อพบผู้มีอภิญญา

ล่วงรู้เรื่องความมีอยู่ของภพภูมิ

ล่วงรู้เรื่องกรรมทำให้เกิดวิบากเป็นภพภูมิต่างๆ

แล้วเกิดศรัทธา เลือกบุญกุศล งดเว้นบาปเวร

หรือมีบุญสุดๆ ได้พบกัลยาณมิตรเช่นพระพุทธเจ้า

ที่ทรงล่วงรู้ละเอียด ทั้งทางไปอบาย ทางไปสวรรค์

และทางนฤพานอันนิรทุกข์

พบแล้วเกิดศรัทธา ศรัทธาแล้วศึกษา

ศึกษาแล้วเห็นจริงเข้ามาในตน

เห็นจริงเข้ามาในตนแล้วรู้ซึ้งด้วยตัวเองว่า

บาปเป็นต้นกำเนิดสภาพย่ำแย่

บุญเป็นต้นกำเนิดสภาพดีงาม

เหนือบุญเหนือบาปเป็นจุดจบทุกข์

ตราบเท่าที่ยังเหลืออายุ ยังมีลมหายใจ

ตราบนั้นเลือกตัดสินใจได้ว่าจะเอาแบบไหน

ปิดกั้นความคิดดื้อๆเสียได้ว่า

เกิดอย่างนี้ ก็เอาอย่างนี้แหละ!

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณบทความดีๆจากhttp://dungtrin.com