หน้าแรก ความรู้ทั่วไป กระดูกเสื่อมหายจริง!!.. เพียงใส่ส่วนผสมสามอย่างนี้ลงไป ดื่มเป็นประจำ

กระดูกเสื่อมหายจริง!!.. เพียงใส่ส่วนผสมสามอย่างนี้ลงไป ดื่มเป็นประจำ

604
0
แบ่งปัน

 ภูมิปัญญาชาวบ้าน กระดูกเสื่อม หายจริงๆๆ!!..  เพียงใส่ส่วนผสมสามอย่างนี้ลงไป ดื่มเป็นประจำ

 

 

 

 

 

 

 

 “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง”

 

 

 

 

วิธีทำ

 

 

กระชาย1ขีด

 

 

 

 

 

น้ำผึ้ง2ช้อนโต๊ะ

 

 

 

 

 

มะนาว2ลูก

 

 

 

กระชายล้างน้ำให้สะอาดปั่นให้ละเอียดเติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว กรองเอาแต่น้ำ ใส่น้ำผึ้งและมะนาวผสมลงไปปรุงรสตามใจชอบเสร็จแล้วดื่มได้เลย

 

 

 

 

 

“หมอเพชร’ หรือ ดร. กฤษณา รัตนชาลี ศัลยแพทย์ด้านหัวใจ วัย 60 ต้นๆ เรียน จบแพทย์จากอังกฤษ และทำงานประจำอยู่ที่ต่างประเทศ เพิ่งบินกลับมาปฏิบัติธรรม ที่วัดเขาฯ เป็นครั้งแรก เล่าให้ฟังถึงเพื่อนหมอ ซึ่งไปตรวจที่ รพ.ศิริราช พบว่า เป็นโรคกระดูกเสื่อมเฉียบพลัน รพ.ให้ยามากินมากมาย หมอเพชรบอกเพื่อน เอายาทิ้งไปและลองกินน้ำกระชาย ซึ่งตามสูตรธรรมชาติบำบัดเป๊ะยิ่งกว่า ท่าน อ.สุทธิวัสส์ ซะอีก คือ ห้ามเพื่อนใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า ให้ใช้ครกหินอ่างศิลาตำๆ พอกระชายแหลก ก็เอามากรองด้วย “กระชอนไม้” ปูรองด้วยผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ มาผสมกับ น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว กินอยู่ประมาณ ๑ เดือน ไปตรวจใหม่ หมอที่ศิริราชตกก๊ะใจ สงสัยว่าไปทำอะไรมา มวลกระดูกถึงแน่นปึ้กขนาดนี้!!!!! คนไข้ก็ไม่กล้าบอก หมอถามต่ออีกว่าแล้วยาที่ให้ไปกินหมดรึยัง?…..ยังค่ะ

 

 

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อนหมอเพชรคนนี้ก็กินน้ำกระชายเป็นเครื่องดื่มประจำตัว ประจำบ้าน แล้วไม่เคยป่วยด้วยโรคกระดูกเสื่อมอีกเลย

 

 

 

 

 

 

แนะนำกาทำเครื่องดื่มรักษาโรคกระดูกเสื่อมไปแล้ว ทีนี้เรามาดูสรรพคุณประโยชน์ของ กระชาย
มะนาว น้ำผึ้ง กันบ้างดีกว่านะคะ ว่าส่วนผสมทั้ง 3อย่างที่เราดื่ม มีประโยชน์ มีสรรพคุณอะไร แก้โรคอะไรได้บ้าง เสียเวลาอ่านหน่อยนึง เพราะการที่เราจะดื่มอะไรลงไป เราควรรู้ข้อมูลของสิ่งนั้นๆด้วยค่ะ

 

 

 

 

 

 

สมุนไพรกระชาย มีสรรพคุณทางยานานับประการ จนได้ชื่อในวงการแพทย์แผนไทยว่าเป็น “โสมไทย” เนื่องจากกระชายกับโสมมีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง เช่น สรรพคุณในการบำรุงกำลังและเสริมสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสมุนไพรทั้งสองชนิด

 

 

 

 

ทั้งกระชายและโสมต่างก็เป็นพืชที่มีส่วนสะสมอาหารที่ใช้เป็นยาอยู่ใต้ดินเหมือนกัน แถมยังสามารถเรืองแสงในที่มืดได้เหมือนกันด้วย และในเรื่องของลักษณะที่คล้ายกับรูปร่างมนุษย์เหมือน ๆ กัน ซึ่งบางครั้งเราจะเรียกโสมว่า “โสมคน” และเรียกกระชายว่า “นมกระชาย” (เนื่องจากกระชายมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับนมผู้หญิงนั่นเอง และบางครั้งก็ดูคล้ายเพศชาย จึงเกิดความเชื่อที่ว่ามันน่าจะมีความเกี่ยวข้องในเรื่องสรรพคุณทางเพศ)

 

 

 

ประโยชน์ของกระชาย

ประโยชน์กระชาย สามารถนำมาทำเป็นน้ำกระชายปั่น ดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่น บำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าได้เป็นอย่างดี

 

น้ำกระชายช่วยทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น ช่วยทำให้เหนื่อยลง

 

ช่วยทำให้เส้นผมแข็งแรง เปลี่ยนผมขาวให้กลับเป็นดำ ช่วยทำให้ผมบางกลับมาหนาขึ้น และช่วยแก้ปัญหาผมหงอก ผมร่วงได้

 

รากนำมาใช้เป็นเครื่องแกงในการประกอบอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อและปลาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาดุก ปลาไหล ปลากุลา เป็นต้น และยังทำให้อาหารมีกลิ่นและรสที่หอมแบบเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย

 

รากกระชายสามารถช่วยไล่แมลงได้ ด้วยการนำตะไคร้ ข่า หอมแดง ใบสะเดาแก่ นำมาตำผสมกันแล้วใช้ผสมกับน้ำฉีดในบริเวณที่มีแมลงรบกวน

 

 

 

 

 

สรรพคุณของกระชาย

 

กระชายมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ

ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ใบ)

 

 

 

กระชายเหลืองมีสรรพคุณช่วยแก้ลมวิงเวียน แน่นหน้าอก

ช่วยบำรุงกำลัง เสริมสมรรถภาพทางเพศ บำบัดโรคนกเขาไม่ขันหรือโรคอีดี (Erectile Dysfunctional หรือ ED) (เหง้าใต้ดิน)

ช่วยบำรุงหัวใจ ด้วยการใช้เหง้าและรากของกระชายนำมาปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด นำมาหั่นตากแห้งแล้วบดจนเป็นผง และให้ใช้ผงแห้งที่เตรียมไว้ประมาณ 1 ช้อนชา นำมาชงกับน้ำร้อนครึ่งถ้วยชา แล้วรับประทานเพียงครั้งเดียว (เหง้า, ราก)

ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยทำให้กระดูกไม่เปราะบาง

ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย

 

 

 

ช่วยบำรุงกำหนัด แก้อาการกามตายด้าน (เหง้าใต้ดิน)

ช่วยบำรุงสมอง เพราะช่วยทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนกลางได้ดีมากขึ้น

ช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิตในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตเมื่อความดันโลหิตสูง แต่เมื่อความดันโลหิตต่ำก็จะช่วยทำให้ความดันเพิ่มขึ้นจนเป็นปกติ

สรรพคุณกระชายช่วยแก้โลหิตเป็นพิษ (ใบ)

 

 

 

กระชายมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้โรคในปากและคอ เช่น ปากเปื่อย ปากแห้ง ปากเป็นแผล (ใบ, เหง้า)

ช่วยแก้ฝ้าขาวในปาก ด้วยการใช้กระชายที่ล้างสะอาดนำมาบดแบบไม่ต้องปอกเปลือก แล้วใส่ในโถปั่นพอหยาบ แล้วนำมาใส่ขวดปิดฝาแช่ไว้ในตู้เย็น แล้วนำมากินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนชาเล็ก กินวันละ 3 มื้อก่อนอาหารประมาณ 15 นาที ประมาณ 1 อาทิตย์ (ราก)

เหง้าใต้ดินมีรสเผ็ดร้อนและขม มีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดท้อง มวนในท้อง อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ด้วยการใช้เหง้าและรากประมาณครึ่งกำมือ ถ้าสดให้ใช้ประมาณ 5-10 กรัม แต่ถ้าเป็นแห้งให้ใช้ประมาณ 3-5 กรัม แล้วนำมาต้มเอาน้ำดื่มแก้อาการ หรือจะนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารไว้รับประทานก็ได้เช่นกัน (เหง้าใต้ดิน)

ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเดิน ด้วยการใช้เหง้าสด 1-2 เหง้า ใช้เหง้าที่ปิ้งไฟแล้วนำมาฝนหรือตำผสมกับน้ำปูนใส หรือจะคั้นให้ข้น ๆ แล้วนำมารับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชาก็ได้ (เหง้า, ราก)

 

 

 

ช่วยแก้บิด โดยใช้เหง้าสดประมาณ 2 เหง้า นำมาบดจนละเอียดแล้วเติมน้ำปูนใส คั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม (เหง้าสด)

ช่วยรักษาอาการท้องเดินในเด็ก (เหง้า, ราก)

รากกระชายมีสรรพคุณช่วยแก้โรคกระเพาะ (ราก)

ช่วยแก้อาการบิดมูกเลือด (เหง้า, ราก)

ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะพิการ (เหง้า, ราก)

 

 

 

ช่วยบำรุงตับและไตให้แข็งแรง ช่วยรักษาโรคไต ช่วยทำให้ไตทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ช่วยป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ

ช่วยรักษาอาการกระเพาะปัสสาวะเกร็ง ซึ่งในกรณีนี้อาจจะต้องใช้เม็ดบัวที่ต้มแล้วนำมารับประทานร่วมด้วย

ช่วยแก้อาการไส้เลื่อนในเพศชาย

ช่วยควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต

 

 

 

ช่วยบำรุงมดลูกของสตรี ป้องกันไม่ให้มดลูกโต

แก้อาการตกขาว ช่วยขับระดูขาวของสตรี (เหง้า)

ช่วยขับน้ำคาวปลาของสตรีหลังคลอดบุตร

ใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้เหง้าสดประมาณ 60 กรัม (6-8 เหง้า) นำมาผสมกับเนื้อมะขามเปียกประมาณ 60 กรัม เกลือแกง 3 ช้อนแกง และนำมาตำแล้วต้มกับน้ำ 6 แก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือ 2 แก้ว นำมารับประทานครั้งละครึ่งแก้วก่อนนอน แล้วรับประทานติดต่อกันประมาณ 1 เดือนจนกว่าจะหาย (เหง้าใต้ดิน)

ใบช่วยถอนพิษต่าง ๆ (ใบ)

 

 

 

ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ด้วยการใช้เหง้าหรือรากแก่ ๆ นำมาหั่นเป็นแว่นบาง ๆ แล้วนำไปตากแห้งและนำมาชงกับน้ำดื่ม (ราก, เหง้า)

ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง

เหง้าและรากใช้เป็นยาภายนอก สรรพคุณช่วยรักษาขี้กลาก ขี้เกลื้อน (เหง้า, ราก)

 

 

 

 

 

 

ช่วยรักษาโรคน้ำกัดเท้า ด้วยการใช้รากกระชายทั้งเปลือกมาล้างแล้วผึ่งให้แห้ง ฝานเป็นแว่น ๆ และนำไปบดให้เป็นผงหยาบ ๆ และใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าวมาอุ่นในหม้อใบเล็ก ๆ เติมผงกระชาย ใช้น้ำมัน 3 เท่าของปริมาณกระชาย แล้วนำมาหุงด้วยไฟอ่อน ๆ ราว 15-20 นาที แล้วกรองกระชายออก เก็บน้ำมันไว้ในขวดแก้วสีชา นำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น (ราก)

 

 

 

ช่วยแก้อาการคันหนังศีรษะจากเชื้อรา ด้วยการใช้น้ำมันดังกล่าว (จากสูตรรักษาโรคน้ำกัดเท้า) นำมาเข้าสูตรทำเป็นแชมพูสระผม หรือจะใช้น้ำมันกระชายโกรกผมแล้วนวดให้เข้าหนังศีรษะก็ได้ แล้วค่อยล้างออก (น้ำมันกระชาย)

ช่วยรักษาฝีด้วยการใช้เหง้ากับรากมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาทาหัวฝีที่บวม จะทำให้หายเร็วยิ่งขึ้น (เหง้า, ราก)

เหง้ามีฤทธิ์ในการช่วยต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคผิวหนังและโรคในช่องปากดีพอสมควร (เหง้า)

กระชายมีสารที่ออกฤทธิ์ช่วยต้านการก่อการกลายพันธุ์ โดยการบริโภครากกระชายสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้

 

 

 

กระชายมีสารที่ออกฤทธิ์ทำให้อนุมูลอิสระเป็นกลาง จึงมีผลช่วยลดความเสียหายของการเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกายได้

กระชายมีฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ การบริโภคกระชายเป็นประจำอาจได้ผลคล้ายกับการรับประทานยาแอสไพรินและอาจจะช่วยป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายได้

 

 

 

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ศึกษาพบว่าสารสกัดจากกระชายสามารถช่วยต้านการเสื่อมของกระดูกอ่อนในหลอดทดลองได้ และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

 

 

 

งานวิจัยในประเทศกานาพบว่าสาร Pinostrobin จากรากและใบมีฤทธิ์ช่วยต้านเชื้อ Plasmodium falciparum ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมาลาเรีย

 

 

 

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์พบว่าสารสกัดคลอโรฟอร์มและเมทานอลจากรากของกระชายมีฤทธิ์ในการต้านการเจริญเติบโตของเชื้อ Giardia intestinalis ซึ่งเป็นพยาธิเซลล์เดียวในลำไส้ที่ก่อให้เกิดภาวะท้องเสีย ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

 

 

งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่าสาร Pinostrobin, Pinocembrin, Panduratin A และ Alpinetin ของกระชายนั้นมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียได้หลายชนิด

 

 

 

 

 

 

 

น้ำผึ้ง 55 สรรพคุณประโยชน์ของน้ำผึ้ง

 

น้ำผึ้งมีส่วนผสมของน้ำตาลและสารประกอบอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฟรักโทสกับกลูโคส และมีวิตามินและแร่ธาตุผสมอยู่ด้วย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 กรดโฟลิก วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุทองแดง ธาตุสังกะสี เป็นต้น สำหรับสารประกอบอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปริมาณเพียงน้อยนิดนั้นจะเป็นสารที่ทำหน้าที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นหลัก

 

 

 

ประโยชน์ของน้ำผึ้ง

1.ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
2.มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
3.ช่วยลดและป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
4.ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ดูมีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติ
5.พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งช่วยบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ชุ่มชื่น และนุ่มนวล หลังล้างหน้าเสร็จให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
6.ช่วยบำรุงรักษาผิวหน้าที่แห้งแตกลอกเป็นขุย ด้วยการนำไข่แดง 1 ฟองผสมกับน้ำผึ้งผสม 1 ช้อน คนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก
7.น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะ
8.ช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ต้านทานโรคต่าง ๆ ได้ดี
9.ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็ก

 

 

 

 

 

 

10.ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
11.ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากการทำงานหรือเล่นกีฬา
12.ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของผู้ป่วยในระยะพักฟื้น หรือผู้สูงอายุ
13.ช่วยบรรเทาอาการของโรคต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
14.ช่วยในควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วน
15.ช่วยบำรุงเลือดในร่างกาย ด้วยการใช้น้ำผึ้งครึ่งช้อนโต๊ะใส่แก้ว แล้วบีบมะนาว 1 ซีก ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วเติมน้ำร้อนดื่ม
16.ช่วยรักษาอาการหวัดให้หายเร็วขึ้น
17.น้ำผึ้งสามารถบรรเทาอาการไอจากหวัดในเด็กได้ดีกว่ายาแก้ไอ
18.ช่วยรักษาอาการเมาค้าง

 

 

 

 

 

 

19.ช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้คงที่
20.น้ำผึ้งมีฤทธิ์ยาระงับประสาทอ่อน ๆ จึงช่วยลดอาการหงุดหงิด ความกังวลได้
21.ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับและช่วยทำให้หลับสบายยิ่งขึ้น
22.ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ด้วยการใช้น้ำผึ้งและงาดำอย่างละ 50 กรัม โดยนำงาดำมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำผึ้ง ชงกับน้ำร้อนดื่ม
23.ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้สาลี่หอมจำนวน 5 ลูก น้ำผึ้ง 250 กรัม โดยปอกลูกสาลี่แล้วนำมาตำให้ละเอียด นำไปคลุกกับน้ำผึ้งแล้วต้มจนเหนียว แล้วนำมาผสมกับน้ำกิน
24.ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง เพราะน้ำผึ้งมีส่วนผสมของธาตุเหล็กซึ่งช่วยในการเพิ่มเม็ดเลือดแดง
25.ช่วยบำรุงหัวใจ ขับชีพจร และป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
26.ช่วยบำรุงและรักษาโรคตับ
27.ช่วยระงับความร้อนในร่างกาย

 

 

 

28.ช่วยรักษาอาการตาอักเสบจากการติดเชื้อ เช่น กระจกตาอักเสบ เยื่อตาอักเสบ เป็นต้น
29.ช่วยบรรเทาอาการไอ หลอดลมอักเสบ มีเสมหะ ด้วยการชงดื่มกับน้ำมะนาว
30.น้ำผึ้งช่วยลดกรดในกระเพาะ ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะน้ำผึ้งจะถูกดูดซึมทันทีเมื่อถึงลำไส้ ซึ่งต่างจากน้ำตาลชนิดอื่น
31.ช่วยรักษาโรคกระเพาะ
32.ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องเสียอย่างรุนแรง
33.ช่วยแก้อาการท้องเดินและช่วยบำรุงลำไส้ที่อักเสบให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
34.ช่วยแก้ปัญหาช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแคนดิดา (Candida) ได้ดีพอ ๆ กับยาฆ่าเชื้อแผนปัจจุบัน
35.ช่วยแก้อาการเด็กปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ เพราะช่วยดูดความชื้นและช่วยอุ้มน้ำไว้
36.ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการนำกระเทียมผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานวันละ 3 ครั้ง

 

 

 

37.ช่วยป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบ ด้วยการใช้น้ำส้มนำมาผสมกับแอปเปิลไซเดอร์ 2 ช้อนชาลงในน้ำร้อน แล้วเติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ชงดื่มวันละสองครั้ง
38.ช่วยแก้อาการตะคริวหรือป้องกันการเป็นตะคริว
39.ช่วยแก้อาการท้องผูก ด้วยการรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกจิ้มกับน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการท้องผูกลงได้
40.ช่วยลดการอักเสบของบาดแผล
41.ช่วยป้องกันการติดเชื้อของบาดแผลและช่วยให้แผลหายเร็ว
42.ช่วยรักษาโรคฮ่องกงฟุตและกลากเกลื้อน
43.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและต่อต้านจุลินทรีย์
44.ช่วยแก้ปัญหาเด็กแหวะนม โดยใช้น้ำผึ้งผสมกับนมดื่ม
45.ใช้เป็นน้ำกระสายยา

 

 

 

46.ช่วยบำรุงรักษาผิวหน้าที่แห้งแตกลอกเป็นขุย ด้วยการนำไข่แดง 1 ฟองผสมกับน้ำผึ้งผสม 1 ช้อน คนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก
47.ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ
48.ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวหนัง
49.ช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มสวยเงางาม หลังสระผมเสร็จให้นำน้ำผึ้งผสมกับน้ำมะกอกอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ นำมาชโลมให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออก
50.ช่วยบำรุงเสียงให้ใส ลดอาการเจ็บคอ
51.ช่วยลดสิวเสี้ยน สิวอุดตันบนใบหน้า หลังล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเสร็จแล้วให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
52.นิยมนำมาใช้ผสมในเครื่องต่าง ๆ เช่น นม ชา กาแฟ โยเกิร์ต น้ำมะนาว หรือแม้กระทั่งเบียร์หรือไวน์
53.นำมาใช้เป็นส่วนผสมในขนมหวานต่าง ๆ หรือผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่าง ๆ
54.ใช้น้ำผึ้งแทนสารกันบูดในน้ำสลัด ซึ่งจะทำให้น้ำสลัดไม่เสียและเก็บได้นานถึง 9 เดือน
55.น้ำผึ้งสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น มาส์กหน้า สบู่ เจลล้างหน้า สครับ เป็นต้น

 

 

 

 

 

คุณค่าทางโภชนาการของน้ำผึ้ง ต่อ 100 กรัม

•ประโยชน์ของน้ำผึ้งพลังงาน 304 กิโลแคลอรี
•คาร์โบไฮเดรต 82.4 กรัม
•น้ำตาล 82.12 กรัม
•เส้นใย 0.2 กรัม
•ไขมัน 0 กรัม
•โปรตีน 0.3 กรัม
•น้ำ 17.10 กรัม

 

 

•วิตามินบี 1 0.038 มิลลิกรัม 3%
•วิตามินบี 3 0.121 มิลลิกรัม 1%
•วิตามินบี 5 0.068 มิลลิกรัม 1%
•ประโยชน์ของน้ำผึ้งวิตามินบี 6 0.024 มิลลิกรัม 2%
•วิตามินบี 9 2 ไมโครกรัม 1%
•วิตามินซี 0.5 มิลลิกรัม 1%

 

 

•ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1%
•ธาตุเหล็ก 0.42 มิลลิกรัม 3%
•ธาตุแมกนีเซียม 2 มิลลิกรัม 1%
•ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม 1%
•โพแทสเซียม 52 มิลลิกรัม 1%
•ธาตุโซเดียม 4 มิลลิกรัม 0%
•ธาตุสังกะสี 0.22 มิลลิกรัม 2%

 

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

 

 

 

 

 

 

น้ําผึ้งแท้ดูยังไง

 

การเลือกน้ำผึ้งแท้มารับประทานนั้น ในปัจจุบันเป็นเรื่องยากมากที่จะตรวจสอบว่าน้ำผึ้งที่คุณซื้อมาจะเป็นน้ำผึ้ง 100% หรือเปล่า เพราะในผู้ผลิตบางรายอาจจะใส่สารปลอมแปลงลงไปผสมในน้ำผึ้งเพื่อให้เจือจาง นอกจากจะตรวจสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ามันก็มีราคาแพงมากและเป็นเรื่องที่ยุ่งยากนั่นเอง แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการซื้อมาจากเจ้าที่เราไว้ใจได้จริง ๆ หรือไม่เราก็ควรประเมินด้วยสาตาเปล่า ๆ ของเรานี้แหละ มาดูวิธีการเลือกน้ำผึ้งกัน

 

 

1.ต้องสะอาด ไม่มีกาก ไขผึ้ง หรือมีเศษของตัวผึ้งปะปนอยู่ รวมไปถึงวัสดุแขวนลอยต่าง ๆ

2.น้ำผึ้งต้องไม่แยกชั้นและต้องเป็นเนื้อเดียวกัน

3.ต้องไม่มีการใส่สารปรุงแต่งรส กลิ่น หรือสี ลงในน้ำผึ้ง

4.ต้องไม่มีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นบูด และต้องไม่มีฟอง

5.น้ำผึ้งแท้เมื่อนำมาหยดใส่กระดาษไข ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้จะไม่ซึมอย่างแน่นอน

6.ในบางครั้งน้ำผึ้งที่นำมาขายนั้นอาจจะได้มาจากน้ำหวานของเกสรดอกไม้ที่เป็นพิษ เช่น น้ำหวานจากดอกไม้ต้นตาตุ่มทะเล ดังนั้นก่อนซื้อควรสอบถามให้แน่ใจเสียก่อนถึงที่มาของน้ำผึ้ง

7.ให้ดูที่ความเข้มข้นและความหนืดเป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจว่าในน้ำผึ้งนั้นไม่มีน้ำผสมอยู่

8.ดูจากสี สีต้องเป็นธรรมชาติ คือสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลใส และไม่ขุ่นทึบ

9.ต้องมีกลิ่นหอมตามชนิดของดอกไม้นั้น ๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่ น้ำผึ้งจากดอกลำไย

10.ข้อสุดท้ายทดสอบโดนการหยดน้ำผึ้งลงในแก้วน้ำชา แล้วสังเกตการละลายถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้เมื่อคนเข้ากันแล้วน้ำผึ้งจะไม่ละลายทันที

 

 

 

 

 

 

ผู้ที่ไม่ควรรับประทานน้ำผึ้ง

 

มีคำแนะนำว่าไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบรับประทานน้ำผึ้ง

 

น้ำผึ้งตามหลักแล้วแม้จะมีประโยชน์มากมายก็จริง แต่สำหรับบางคนนั้นก็ไม่ควรที่จะรับประทานน้ำผึ้งแบบสด ๆ โดยที่ไม่ผสมอะไรเลย เช่น

 

ผู้ที่น้ำเหลืองเสีย มีตุ่มหนอง มีฝีพุพอง หรือโรคคุดทะราดต่าง ๆ หรือผู้ที่มีอาการเสมหะพิการ (เสมหะมากและมีภาวะโรคปอดแทรก)

 

ผู้ที่มีอาการแพ้น้ำผึ้งหรือเกสรน้ำผึ้ง

 

สุดท้ายคือ คนที่ดีพิการ(มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง)

 

 

 

 

 

 

 

 

มะนาว สรรพคุณและประโยชน์ของมะนาว 24 ข้อ

 

มะนาว เป็นสิ่งที่ทุกบ้านมักจะมีติดตู้เย็นไว้เสมอ เอาไว้ทำอาหาร ทำขนม หรือทำเครื่องดื่มต่างๆได้ด้วย นอกจาก มะนาว จะมีประโยชน์ในด้านโภชนาการแล้ว มะนาว ยังมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย วันนี้ เราจะพาไปรู้จักกับประโยชน์มากมายของมะนาวกันค่ะ ไปดูกันเลย

 

1. แก้ไอและขับเสมหะ ใช้ผลสดคั้นเอาน้ำใส่เกลือเล็กน้อยหรือคั้นเอาน้ำผสมน้ำผึ้ง 1 ต่อ? 3 ส่วน จิบบ่อยๆหรือฝานบางๆจิ้มเกลืออม

 

2. แก้ไอ นำใบมะนาวหั่นเป็นฝอย ชงด้วยน้ำเดือด ดื่มแบบน้ำชา ช่วยลดไข้ และใช้อมกลั้วคอ ฆ่าเชื้อโรคได้ดี

 

3. เป็นยาขับเสมหะ รักษาอาการไอ ระคายคอจากเสมหะ บรรเทาอาการเจ็บคอ โดยใช้น้ำมะนาวจากผลที่โตเต็มที่ มีรสเปรี้ยวจัด เติมเกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ หรือจะทำน้ำมะนาวเติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย

 

4. แก้คอแห้ง คั้นมะนาวใส่ช้อนแล้วเทลงคอ

 

5. รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด เปลือกผล รสขม ช่วยขับลมได้ดี ใช้เปลือกผลสด 1/2-1 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็กๆบางๆชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ นาที ดื่มแต่น้ำขณะมีอาการ หรือหลังอาหาร 3 เวลา

 

6. โรคกระเพาะ ใช้เปลือกผลมะนาว ชงน้ำร้อนดื่ม เป็นยาขับลมและแก้โรคกระเพาะได้

 

7. แก้ท้องร่วง ใช้น้ำมะนาวผสมกับน้ำสะอาดดื่ม

 

8. ท้องผูก ใช้น้ำมะนาวค่อนแก้วกาแฟ ใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มทุกวันเป็นยาระบายได้ดี และเจริญอาหาร

 

9. แก้ฟกช้ำตามแขนขา หรือหัวโน ใช้น้ำมะนาวผสมดินสอพอง พอกบริเวณที่เป็น จะทำให้เย็นและยุบเร็ว

 

10. แก้ข้อศอก ส้นเท้าด้านดำ ใช้เปลือกมะนาวที่บีบน้ำออกหมดแล้ว นำมาขัดถูผิวส่วนที่ด้านแตก เช่น ข้อศอก หรือส้นเท้า จะช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น รอยด้านหรือรอยแตกจะจางลง

 

11. ลบรอบด่างดำที่ขาหรือขาลาย มีจุดด่างดำเล็กๆ หรือรอยแผลเป็นให้ใช้น้ำมะนาวบีบลงในดินสอพอง พอหมาดๆ ทาบริเวณขาทุกคืน ก่อนนอนตื่นเช้าค่อยล้างออก รอยด่างดำจะค่อยๆจางหายไป

 

 

12. แก้ลิ้นเป็นฝ้า ใช้สำลีชุบน้ำมะนาวเช็ดลิ้นวันลละ 3 ครั้ง ฝ้าจะค่อยๆจางหายไป

 

13. แก้กลากเกลื้อน หิด ใช้น้ำมะนาวผสมผงกำมะถัน ทาก่อนนอน

 

14. แก้ปูนซีเมนต์กัด ใช้น้ำมะนาวทาบริเวณที่โดนปูนกัด

 

15. แก้น้ำกัดเท้า ใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วเช็ดให้แห้ง แล้วเอาแป้งทาตุ่มคัน

 

16. แก้ไฟลวก น้ำร้อนลวก ให้เอาน้ำมะนาวชโลมบริเวณที่ถูกจะช่วยดับพิษปวดแสบ ปวดร้อนได้

 

17. แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ใช้ใบมะนาวสด ต้มน้ำใส่น้ำตาลดื่ม

 

18. แก้ระดูขาว ใช้น้ำมะนาว 2 ช้อนชา เกลือ น้ำตาล นิดหน่อยผสมน้ำต้มสุก ใส่น้ำแข็งกิน แก้สตรีมีระดูขาวมาก

 

19. ฟอกโลหิต ใช้ใบมะนาว 7 ใบ ต้มน้ำกินครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 เวลา

 

20. แก้ไข้ทับฤดู ใช้ใบมะนาว 108 ใบ ต้มน้ำกิน

 

21. ยาแก้ฟกช้ำ ใช้รากสดต้มเอาน้ำกิน จากการถูกกระแทกหรือหกล้ม แก้ปวด และแก้พิษสุนัขกัด

 

22. รักษาโรคลักปิดลักเปิด ดื่มน้ำมะนาว หรืออาหารที่มีส่วผสมของมะนาว

 

23. แก้ซางในเด็ก นำเมล็ดมะนาวมาคั่ว แล้วบดให้เป้นผง ชงหรือต้มน้ำดื่ม

 

24. แก้ปวดฝี แก้พิษอักเสบ ใช้รากฝนกับเหล้าทาบริเวณที่เป็น

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ มะนาวลูกเล็กๆนี่กลับมีประโยชน์อย่างมหาศาลเลยดีเดียว หากใครเจ็บป่วยด้วยอาการดังทื่กล่าวมา ลองใช้มะนาวมารักษาอาการเบื้องต้นดูนะคะ ง่ายๆนิดเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แหล่งข้อมูลจาก

Cr. Dtac Internet

นานาสาระ กับ เคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่ดี

เว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

cr:health.mthai